Black Ribbon Top Left

จากวรรณคดีสู่ลีลานาฏศิลป์ “อาศรมศึกษานาฏศิลป์ไทย” ถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูสู่ศิษย์ สืบสานมรดกศิลป์ให้มีชีวิต

   5 ก.ย. 69  /   37

เรื่องราวที่เคยโลดแล่นอยู่ในหน้าวรรณคดี ถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านท่วงท่า ลีลา อารมณ์ และความงดงามของนาฏศิลป์ไทย ทุกการเคลื่อนไหวบนเวทีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างสุนทรียภาพแก่ผู้ชม หากยังเป็นภาษาทางศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราว จินตนาการ อุดมคติ และตัวตนของตัวละครจากวรรณคดี ให้ก้าวออกจากตัวอักษรสู่พื้นที่การแสดงอย่างมีชีวิตชีวา

  

วันที่ 5 กันยายน 2569 ณ ชั้น 1 หอเปรมดนตรี มหาวิทยาลัยทักษิณ หลักสูตรศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จัดการแสดงอาศรมศึกษานาฏศิลป์ไทย ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้กรอบแนวคิด “นาฏวรรณคดี” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวีวัฒน์ ไทยเจริญ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ พร้อมด้วยคณาจารย์และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมรับชมและให้กำลังใจแก่นิสิตผู้แสดงเป็นจำนวนมาก

หัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า “นาฏศิลป์มิได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นศิลปะที่พึ่งพิงและเชื่อมโยงกับศิลปะแขนงอื่น โดยเฉพาะวรรณกรรม” เพราะเบื้องหลังท่วงท่าที่ปรากฏบนเวที ล้วนมีรากฐานจากเรื่องราว ภาษา จินตนาการ และอุดมคติที่สั่งสมอยู่ในวรรณคดี ก่อนถูกนำมาตีความและถ่ายทอดผ่านนาฏกรรม กลายเป็นลีลาการร่ายรำ อารมณ์ ความงาม ตลอดจนบุคลิกลักษณะของตัวละครแต่ละตัว

  

กรอบแนวคิด “นาฏวรรณคดี” จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และการประเมินผล เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง “วรรณคดี” กับ “นาฏศิลป์” อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่เพียงเรียนรู้และจดจำท่ารำ แต่ยังต้องเข้าใจที่มา บริบท และความหมายของตัวละคร เพื่อนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาถ่ายทอดผ่านร่างกาย สีหน้า อารมณ์ และการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม

อีกหนึ่งความสำคัญของการแสดงครั้งนี้ คือการสะท้อนกระบวนการ “ถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสืบทอดองค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทย นิสิตได้เรียนรู้ท่ารำและรายละเอียดของการแสดงจากคณาจารย์ผู้ถ่ายทอด ก่อนนำความรู้มาฝึกฝน ปฏิบัติ และถ่ายทอดออกมาเป็นการแสดงด้วยความเข้าใจของคนรุ่นปัจจุบัน ทำให้องค์ความรู้ทางศิลปะที่สืบทอดมายาวนานยังคงได้รับการส่งต่ออย่างต่อเนื่อง

การแสดงประกอบด้วยผลงานนาฏศิลป์ไทยจำนวน 10 ชุด ได้แก่

  1. ไหว้ครูชาตรี
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์
  2. บุษบาชมสวนขวัญ
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ อาจารย์อริยา ลิ่มกาญจนพงศ์
  3. ลงสรงท้าวมาลีวราช
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์
  4. ลงสรงสุหร่ายอุณรุท
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ อาจารย์มณีรัตน์ มุ่งดี
  5. ฉุยฉายพระลอ
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญใจ คงถาวร
  6. ฉุยฉายนางมณี
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ อาจารย์ไอศรูย์ ทิพย์ประชาบาล
  7. ฉุยฉายมโนราห์
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ อาจารย์อนงค์ทิพอาภา สิงหเสนี
  8. ฉุยฉายเกศสุริยงแปลง
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ อาจารย์มณีรัตน์ มุ่งดี
  9. ฉุยฉายผีเสื้อสมุทรแปลง
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ อาจารย์ภวินี เรืองฤทธิ์วงศ์
  10. ฉุยฉายมังรายกะยอชวา
    อาจารย์ผู้ถ่ายทอดท่ารำ อาจารย์พงษ์ศักดิ์ บุญล้น

การแสดงทั้ง 10 ชุด สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของตัวละคร เรื่องราว และรูปแบบการถ่ายทอดทางนาฏศิลป์ ขณะเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า ตัวละครในวรรณคดีสามารถดำรงอยู่เหนือกาลเวลาได้ เมื่อมีคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเรียนรู้ รับช่วง ถ่ายทอด และตีความให้เกิดความหมายในบริบทของยุคสมัย จากเรื่องราวในตัวอักษรจึงกลายเป็นภาพที่เคลื่อนไหว จากองค์ความรู้ของครูถูกส่งต่อสู่การปฏิบัติของศิษย์ และจากมรดกของอดีตได้รับการสานต่อโดยคนรุ่นปัจจุบัน

การประเมินผลครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านนาฏศิลป์และศิลปะการแสดง ร่วมพิจารณา ให้ข้อเสนอแนะ และเติมเต็มประสบการณ์การเรียนรู้แก่นิสิต ประกอบด้วย

  • อาจารย์โชติกา หูนสวัสดิ์ ครูเชี่ยวชาญ โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา
  • อาจารย์เสาวณีย์ บางโรย อาจารย์โครงการจัดตั้งสถาบันสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรรย์สมร ผลบุญ อาจารย์ประจำหลักสูตรนาฏศิลป์ศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
  • อาจารย์ประภาพรรณ ภูเก้าล้วน ประธานหลักสูตรศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
  • อาจารย์ธนดล นิสัยมั่น อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ

การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิยังเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญสู่ผู้เรียน ผ่านการพิจารณาผลงานและข้อเสนอแนะที่นิสิตสามารถนำไปพัฒนาทักษะ ต่อยอดกระบวนการเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจในศาสตร์นาฏศิลป์ไทยได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

กิจกรรมอาศรมศึกษานาฏศิลป์ไทยจึงมิได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการแสดงหรือการประเมินผลทางการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็น พื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง “วรรณคดี–นาฏศิลป์–ครู–ศิษย์–การสืบทอดทางวัฒนธรรม” เข้าไว้ด้วยกัน เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมซึมซับคุณค่าและตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมรักษา ต่อยอด และสร้างพื้นที่ให้นาฏศิลป์ไทยดำรงอยู่ในสังคมร่วมสมัย

  

จากครูสู่ศิษย์ จากตัวอักษรสู่ท่วงท่า และจากอดีตสู่ปัจจุบัน การแสดงครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนว่า แม้ช่วงชีวิตของผู้สร้างสรรค์และผู้ถ่ายทอดศิลปะจะมีขอบเขต แต่ องค์ความรู้ ผลงาน และคุณค่าของศิลปะสามารถเดินทางข้ามกาลเวลาได้ หากยังมีผู้เรียนรู้และรับช่วงต่อ

ดังถ้อยคำของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” ซึ่งยังคงสะท้อนความหมายผ่านทุกท่วงท่าบนพื้นที่การแสดง และย้ำเตือนว่า การรักษาศิลปะให้มีชีวิตมิใช่เพียงการเก็บรักษาสิ่งที่มีอยู่ในอดีต หากคือการเรียนรู้ ถ่ายทอด และสร้างความหมายให้ศิลปะสามารถเดินทางต่อไปสู่อนาคต